ข้อมูลทั่วไปตำบลขามป้อม

เดิมตำบลขามป้อมขึ้นอยู่ในเขตปกครองของตำบลพระบุ อำเภอพระยืน จังหวัด

ขอนแก่น ในปี 2531 กิ่งอำเภอพระยืนได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอพระยืน ขณะเดียวดันได้มีการแยกเขตปกครองของตำบลพระบุออกเป็นตำบลพระบุและตำบลขามป้อม กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศแยกเป็นตำบลขามป้อมเมื่อปี 2531

1.2 ที่ตั้ง และอาณาเขต

ตำบลขามป้อม เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอพระยืน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอพระยืน ระยะทางห่างจากตัวอำเภอประมาณ 6 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2062 (ขอนแก่น – มัญจาคีรี) มีพื้นที่ถือครองทั้งตำบล 20, 595 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 19.35 ของพื้นที่ทั้งอำเภอ มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตตำบลหนองแวงและตำบลพระยืน

ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลพระบุและอำเภอมัญจาคีรี

ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตตำบลบ้านโต้น

ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตตำบลพระยืน

ตำบลขามป้อมแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 หมู่บ้านคือ บ้านขามป้อม หมู่ที่ 1, บ้าน

น้อยชานบึง หมู่ที่ 2, บ้านชาด หมู่ที่ 3, บ้านบ่อแก หมู่ที่ 4, บ้านหนองทุ่งมน หมู่ที่ 5, บ้านบ่อทอง หมู่ที่ 6, บ้านโพธิ์ทอง หมู่ที่ 7 , บ้านขามป้อม หมู่ที่ 8 , บ้านชาด หมู่ที่ 9 และบ้านโพธิ์ทอง หมู่ที่ 10

 

ประชากรในตำบลขามป้อม ส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มตามแนวทางหลวง

จังหวัดและถนนสายต่าง ๆ บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ก็มีบางส่วนที่กระจายไปตามพื้นที่การเกษตร เพื่อสะดวกในการประกอบอาชีพ

1.5 การคมนาคม

ตำบลขามป้อม มีทางหลวงหมายเลข 2062 (ขอนแก่น – มัญจาคีรี) ตัดผ่านทำให้

สามารถติดต่อกับตัวจังหวัดขอนแก่นและอำเภอ และจังหวัดอื่น ๆ ได้สะดวก ภายในตำบลขามป้อมมีถนนลาดยางและถนนลูกรังติดต่อระหว่างตำบลและหมู่บ้านต่าง ๆ หลายสาย ซึ่งใช้การได้ตลอดทั้งปี ถนนสายสำคัญภายในตำบล ได้แก่ ถนนสายบ่อแก – บ้านโต้น ผ่านบ้านชาด บ้านน้อยชานบึง บ้านขามป้อม และบ้านโพธิ์ทอง ตามลำดับ

ตำบลขามป้อม มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นลูกคลื่นลอนตื้น พื้นที่จะลาดเทจาก

ด้านทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 160 170 เมตร

ปัจจุบัน การใช้ดินในตำบลขามป้อมจะเห็นได้กว่า 72 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ในตำบลใช้ในการทำนา พื้นที่ดอนใช้ปลูกพืชไร่ มีอยู่น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตบ้านหนองทุ่งมน บ้านโพธิ์ทองและบ่อทอง พื้นที่ป่าในตำบลขามป้อมมีน้อยมาก จะมีบริเวณด้านทิศเหนือในเขตติดต่อระหว่างบ้านขามป้อมกับตำบลหนองแวง นอกนั้นก็คือป่าที่เอกชนปลูก ซึ่งมีอยู่บ้างในบางหมู่บ้าน

จากสภาพพื้นที่ที่เป็นลูกคลื่นลอนตื้น ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น พบว่า พื้นที่นาเป็นสัดส่วนไม่น้อยที่เป็นนาดอน ซึ่งมักประสบปัญหาขาดน้ำเมื่อเกิดฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตข้าวต่ำหรือปักดำไม่ได้ในบางปี พื้นที่นาดอนมีมากในบริเวณบ้านชาดและบางส่วนของบ้านขามป้อม และบ้าหนองทุ่งมน ซึ่งพื้นที่มีระดับสูง พื้นที่นาที่อยู่ในที่ต่ำในบริเวณร่องของพื้นที่ลูกคลื่น หรืออยู่ในที่ราบลุ่มทางทิศตะวันตกบริเวณบ้านบ่อแก บริเวณรอบหนองปันน้ำซึ่งมีพื้นที่บงส่วนของบ้านน้อยชานบึง และบ้านโพธิ์ทองเป็นพื้นที่ลุ่ม นาประเภทนี้มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำในการทำนามากนัก

1.7 ทรัพยากรดิน

1.7.1 ดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินในตำบลขามป้อมจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับแหล่งวัตถุต้นกำเนิดดิน ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะการใช้ประโยชน์เป็นสำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะการกำเนิดของดินออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

อุดมสมบูรณ์ต่ำ มีพื้นที่ไม่มากนัก แบ่งตามสภาพที่เกิดเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

สมบูรณ์สูง แต่มักประสบปัญหาน้ำท่วม พืชผลได้รับความเสียหายได้

1.2. ดินที่เกิดในที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง ทำนาได้ผลผลิตสูง โครงสร้างเป็นดินเหนียว

2. ดินที่เกิดในที่ราบต่ำของตะพักลำน้ำ บริเวณนี้พื้นที่จะราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบสม่ำเสมอ ใช้ในการทำนา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยดังนี้

2.1 ดินร่วนปนทรายที่มีหน้าดินลึก เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การระบายน้ำดีปานกลางถึงดี ชุดดินที่พบมาก ได้แก่ ชุดดินร้อยเอ็ด

แพร่กระจายของดินเค็มมากในบริเวณที่เป็นดินชุดร้อยเอ็ด ชุดดินโคราชและโพนพิสัย ได้แก่ บริเวณบ้านบ่อแก บ้านหนองทุ่งมน บ้านบ่อทอง บ้านชาด บ้านน้อยชานบึงและบ้านขามป้อมบางส่วน

3. ดินที่เกิดบนที่สูง เกิดในสภาพพื้นที่ตะพักลำน้ำระดับปานกลาง แบ่งตามลักษณะ

ของดิน ได้แก่

3.1 ดินตื้นมีเศษหินและลูกรังปน จะพบกรวดและลูกรังบริเวณผิวดิน มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ยังมีสภาพเป็นป่าละเมาะ พบมากบริเวณบ้านขามป้อม ชุดดินที่พบในบริเวณนี้ได้แก่ ชุดดินโพนพิสัย

(1) ชุดดินร้อยเอ็ด มีประมาณ 68.4 % ของพื้นที่ตำบล สภาพพื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้าง

ราบเรียบ เนื้อดินมีลักษณะร่วนปนทราย , ทรายปนร่วน สีน้ำตาลเข้มถึงสีเทา ดินล่างเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย ความเป็นกรดด่าง 5.0 – 5.5 ปริมาณอินทรีย์วัตถุทั่วถึงปานกลางเหมาะสมในการทำนาปานกลาง พบบริเวณบ้านบ่อทอง และบ้านหนองทุ่งมน

(2) ชุดดินโคราช มีประมาณ 20 .5% ของพื้นที่ตำบล สภาพพื้นเป็นลูกคลื่นลอนลาด เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย สีน้ำตาลเข้มปนเทา หน้าดินลึก การระบายน้ำดีปานกลาง ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียวปนทราย ความเป็นกรดด่าง 5.0 – 6.0 ปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำ เหมาะกับการปลูกพืชไร่ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ บริเวณใกล้หมู่บ้านใช้ปลูกไม้ผลและพืชผัก พบบริเวณบ้านน้อยชานบึง และบ้านชาด

(3) ชุดดินโพนพิสัย มีประมาณ 8.7% ของพื้นที่ตำบล สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงหรือที่ดอน เนื้อดินชั้นบนมีลักษณะร่วนเหนียว ดินชั้นล่างเป็นดินร่วนเหนียวถึงดินเหนียว การระบายน้ำเลว ความเป็นกรดด่าง 6.0 – 6.5 ปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำ เหมาะสมปานกลางสำหรับการปลูกข้าวและไม้ผลไม้ยืนต้น พบบริเวณบ้านบ่อแก บ้านบ่อทอง

(4) ชุดดินน้ำไหลทรายมูล (Allurial Complex) มีประมาณ 2.4 เปอร์เซ็นต์ เนื้อดินค่อนข้างเหนียว ความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง การระบายน้ำดีปานกลาง พบมากบริเวณลุ่มแม่น้ำชี พบบริเวณบ้านหนองทุ่งมน

 

ดินเค็มมีการแพร่กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และ

การใช้ประโยชน์ที่ดินของแต่ละแห่ง จำแนกออกได้ 3 ระดับ คือ

1. บริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ บริเวณบ้านบ่อแก หมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นชุด

ดินร้อยเอ็ด

ในบริเวณที่เป็นชุดดินร้อยเอ็ด โคราช และโพนพิสัย ได้แก่ บริเวณบ้านหนองทุ่งมน และบ้านบ่อทอง

ตำบล ได้แก่พื้นที่ของบ้านชาด บ้านน้อยชานบึง และบ้านขามป้อมบางส่วน

 

แหล่งน้ำในตำบลขามป้อม จำแนกออกเป็น 3 ลักษณะ คือ แหล่น้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำที่สร้าง

ขึ้นและแหล่งน้ำใต้ดิน ดังนี้

1.8.1 แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญของตำบลขามป้อม คือ

1. ห้วยอุ้ย มีต้นกำเนิดที่บ้านป่าหม้อ ตำบลพระยืน ไหลผ่านบ้านบ่อแก บ้านชาด บ้านน้อยชานบึง บ้านขามป้อมและบ้านโพธิ์ทอง ตามลำดับ ไปบรรจบห้วยหินลาดที่บ้านโพธิ์ขุมดิน ตำบลพระบุ มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร

2. ห้วยพระเนาว์ มีต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านหินเหิบ ตำบลพระยืน ไหลผ่านบ้านหนองทุ่งมนลงสู่แม่น้ำชี ความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร

ลำห้วยทั้ง 2 สายนี้ใช้ในการเพาะปลูกได้เฉพาะฤดูฝน ส่วนใหญ่ใช้ในการสูบน้ำเพื่อช่วยในการตกกล้าและปักดำข้าว ฤดูแล้งสภาพตื้นเขิน และบางแห่งคุณภาพน้ำเป็นดินเค็ม ใช้ได้เพียงเป็นแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์

3. หนองบึง ในตำบลขามป้อมมีทั้งหมด 7 แห่ง แต่ที่มีความสำคัญต่อการเกษตรได้แก่ หนองปันน้ำ มีพื้นที่ประมาณ 207 ไร่ ซึ่งสามารถใช้น้ำในการทำนาในฤดูฝนและการปลูกพืชฤดูแล้ง แหล่งน้ำอื่น ๆ อีก 6 แห่ง มีขนาดเล็ก บางแห่งสามารถใช้น้ำในการปลูกผักในฤดูแล้งได้บ้าง และใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้ง

ตำบลขามป้อม มีฝายนิวซีแลนด์ 2 แห่ง และทำนบ 1 แห่ง ที่สร้างขึ้นจากงบประมาณ

ของรัฐบาลผ่านมาทางหลายหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน โครงการ กสช. องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การของต่างประเทศ (ออสเตรเลีย – นิวซีแลนด์) ฯลฯ ฝายและทำนบสร้างขึ้นเพื่อช่วยในการทำนาในฤดูฝน

พื้นที่ของตำบลขามป้อม ประมาณ 90 – 95 % ชั้นล่างจะรองรับด้วยหินแข็ง จำพวกหิน

ดินดานและหินทราย น้ำบาดาลจะพบในโครงสร้างที่เป็นรอยแยกของดิน ความลึกของชั้นหินได้น้ำในบริเวณที่เป็นหิน มีความลึกประมาณ 10 – 20 เมตร ระดับน้ำลึกเฉลี่ย 5 – 10 เมตร บริเวณที่เป็นหินแข็งจะลึกประมาณ 20 – 40 เมตร ระดับน้ำลึกเฉลี่ย 5 - 10 เมตร

สภาพน้ำโดยทั่วไปมีปริมาตรเฉลี่ย 2 – 10 ลบ.ม./ซม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้บริโภค คุณภาพน้ำจะกร่อยและเค็ม มีความกระด้างและเกลือคลอไรด์ค่อนข้างสูง จึงไม่สามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ ยกเว้นบางพื้นที่จะมีแหล่งน้ำจืดเป็นหย่อม ๆ คือ บริเวณด้านตะวันออกของตำบลแถบบ้านขามป้อม บ้านโพธิ์ทอง และบ้านชาด หมู่ที่ 1,7 และ 3 ให้น้ำที่มีคุณภาพปานกลาง แหล่งน้ำจืดที่มีคุณภาพดีหาได้บ้างในบริเวณบ้านน้อยชานบึง หมู่ที่ 2 แต่ส่วนใหญ่มีปริมาณธาตุเหล็กสูงกว่ามาตรฐาน จึงไม่นิยมขุดบ่อน้ำตื้น หรือบ่อบาดาล

โดยสภาพรวมแล้ว ตำบลขามป้อมมีแหล่งน้ำจำกัด การนำน้ำมาใช้ในการเกษตรส่วน

ใหญ่จะใช้ได้เพียงช่วยในการทำนาในฤดูฝน ในฤดูแล้งปริมาณน้ำมีน้อย และยังมีปัญหาเรื่องน้ำเค็ม การนำน้ำมาใช้ในการปลูกพืชฤดูแล้งจึงมีข้อจำกัด

 

ภูมิอากาศเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย พลังงานรังสี

ดวงอาทิตย์ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น ลม เมฆ น้ำฝน ความกดอากาศ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อการเกษตรทั้งสิ้น

จากสภาพที่ตั้งของตำบลขามป้อม สามารถแบ่งฤดูกาลออกได้ 3 ฤดู คือ

ฤดูฝน เริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากร่อง

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดพาเอาความชื้นมาจากมหาสมุทรอินเดีย

ฤดูหนาว เริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่มี

อากาศหนาวเย็น ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน

ฤดูร้อน เริ่มประมาณเดือนมีนาคม ถึงเดือน เมษายน อากาศจะร้อนอบอ้าว อุณหภูมิสูง

โดยได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพัดพาเอาอากาศร้อนชื้นมาจากทะเลจีนใต้

จากข้อมูลของสถานีตรวจอากาศ หมวดอุตุเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปี 2545 ซึ่งเป็นจุดตรวจวัด ที่ใกล้อำเภอพระยืนมากที่สุด พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 27.1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดในเดือน เมษายน เฉลี่ยประมาณ 30.8 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดในเดือนธันวาคม เฉลี่ย 22.9 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิจะจำกัดการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการกำหนดช่วงระยะเวลาปลูกพืช การเลือกชนิดพืช ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบและเหมาะสม